จะว่าเป็นสารคดีก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นซีรีส์ก็ไม่เชิง เอาเป็นว่านี่อาจจะเป็นคอนเทนท์ขนาดสั้นที่ทั้งดูสนุกและได้สาระไปพร้อมๆกัน โดย History Of Swear Words ซีซั่นแรกมีความยาวแค่เพียง 6 ตอนเท่านั้นและความยาวแต่ละตอนก็ตกอยู่ที่ราว 20 นาทีดังนั้นคุณสามารถชมทั้งซีซั่นจบได้ภายในเวลาแค่เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

เพราะคำด่า คำสบถนั้นเป็นหนึ่งใน “คำ” ที่ผู้คนทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยใน History Of Swear Words หยิบยก 6 คำสบถมาถกเถียงกันอย่างออกรสได้แก่คำว่า Fuck, Shit, Bitch, Pussy, Dick และ Damn แค่ฉากเปิดซีซั่นมาก็เรียกได้ว่าเด็ดดวงแล้ว เพราะนิโคลัส เคจ ด่าคนดูเลยจ้าว่า “The fuck are you looking at?” (พวกมึงมองเxยอะไรครับ หรือแล้วแต่คุณจะแปล) ไม่นานนักเขาก็หัวเราะใส่หน้าคนดูและตัดสลับเอาฉากคำสบถดังกล่าวจากหนังเรื่องดังแทรกเข้ามาให้ดูเห็นบริบทในการใช้คำว่า Fuck ในวาระต่างๆ

บรรดาคำด่าในภาษาอังกฤษนั้น การที่ซีรีส์หยิบเอาคำว่า Fuck มาเป็นคำเปิดเรื่องนั้น จัดได้ว่าน่าสนใจเนื่องจากคำสบถคำนี้เป็นคำที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก และสามารถใช้ได้ในหลากหลายบริบทชนิดที่เราคาดไม่ถึงเช่นกัน เพราะคำดังกล่าวนี้สามารถเป็นได้ทั้ง คำด่า คำแสดงอารมณ์ทั้งเชิงบวกและลบ การเพิ่มดีกรีความสนุกสนานของประโยค โดยตลอดความยาวกว่า 20 นาทีในตอนแรกนี้ บุคคลที่เรียงรายเข้ามาร่วมสัมภาษณ์แสดงความเห็นมีทั้งนักเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดังอาทิ จิม เจฟเฟอร์รี่, ลอนดอน ฮิวจ์, นิค ออฟเฟอร์แมน,ซาร่าห์ ซิลเวอร์แมน, โจเอล จิม บูสเตอร์ และอีกหลากหลายคน ซึ่งต่างก็มาแสดงมุมมองต่อคำว่า Fuck ว่ามันสามารถมีอานุภาพมากแค่ไหน เมื่อไปผสมรวมกับคำอื่นๆ จนกลายเป็นคำด่า Fuck You หรือ กลายเป็น คำอุทานดีใจเช่น Fuck Yeah! เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้บรรดานักภาษาศาสตร์อาทิ เมลิซา มอห์, เบนจามิน เบอร์เกนและโครี่ สแตมเปอร์ ซึ่งพวกเขาศึกษารากเหง้าและที่มาของคำด่าเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่พอพวกเขาเริ่มพยายามอธิบายว่า บางทีที่มาของคำว่า Fuck อาจจะเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยยุคกลางและกษัตริย์จะต้องเป็นผู้อนุญาตให้สามัญชนมีเพศสัมพันธ์กันก็เป็นได้ สักพัก พวกเขาก็หัวเราะใส่หน้าคนดูว่าถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงก็คงจะเป็นเรื่องสติแตกกันเกินไปแล้ว นั่นทำให้เห็นว่า สมมติฐานบางอย่างใน History Of Swear Words ก็อาจจะเป็นมุมมองขายขำไปบ้าง แต่ในบางประเด็นก็อาจจะมีความเป็นไปได้เช่นกัน

นอกจากการสำรวจมุมมองที่หลากหลายแล้ว History Of Swear Word ยังพาคนดูไปเรียนรู้ผลกระทบและวิวัฒนาการของคำสบถเหล่านี้ว่าในอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือวงการเพลงนั้น คำเหล่านี้ได้ทำให้เกิดบริบทใดขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่นคำว่า Fuck นั้นมีผลต่อการจัดเรตติ้งภาพยนตร์ และคุณรู้ไหมว่า ถ้าหากมีคำๆนี้ถูกพูดขึ้นในหนังมากกว่า 1 ครั้งอาจจะส่งผลให้หนังเรื่องนั้นๆได้รับเรต R เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านี้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คนดูอาจจะมั่นใจว่าตัวเองคงทราบข้อมูลที่ถูกต้องมาประมาณหนึ่งก็ต้องเกิดอาการหน้าหงาย เมื่อเหล่าผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องทายกันว่านักแสดงฮอลลีวูดคนไหนพูดคำว่า Fuck มากที่สุด แทบร้อยทั้งร้อยฟันธงว่าต้องเป็นแซมมวล แอล แจ็คสัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นโจนาห์ ฮิลล์ต่างหาก!

เมื่อดำเนินเรื่องราวมาสู่ตอนที่ 2 คำว่า Shit ก็ถูกยั่วล้อจากตัวนิโคลัส เคจว่าจริงๆแล้วเราอาจจะเลี่ยงๆพูดถึงคำนี้ด้วยการทำเครื่องดื่มอย่าง Sugar Honey Ice Tea แทนก็ได้ (อักษรตัวหน้าเมื่อเอามารวมกันแล้วจะได้ Shit นั่นเอง) จากนั้นก็เป็นไปตามสไตล์ของเรื่องราวที่จะเปิดโอกาสให้คนดูได้ไปทำความรู้จักกับความเป็นมาของคำสบถนี้ การลากเสียงเวลาสบถออกมาส่งผลอย่างไรต่อรูปประโยค และการทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ลองแช่มือลงไปในอ่างน้ำแข็ง จะต้องมีคนที่สบถและคนที่ไม่สบถ จากนั้นมาดูกันว่าฝั่งไหนจะอดทนกับสถานการณ์ดังกล่าวได้นานกว่ากัน

หมวดคำสบถที่จัดอยู่ในกลุ่มเรื่องเพศสภาพไม่ว่าจะเป็น Bitch, Pussy และ Dick นั้น จัดได้ว่าเป็น 3 คำสบถที่ถกกันได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินในการรับชมมาก เพราะเป็นประเด็นที่ว่าด้วยการลดทอนอำนาจ หรือเพิ่มอำนาจในการใช้คำเหล่านี้เพื่อสื่อสารออกไป ขึ้นอยู่กับเพศสภาพของผู้พูดหรือแม้กระทั่งเจตนาในการเลือกใช้คำเหล่านี้อีกด้วย ที่สนุกสุดๆคือการได้เรียนรู้ วิธีการใช้คำเหล่านี้ผ่านแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ที่ทำให้คนดูได้เรียนรู้ว่า “อานุภาพของคำสบถ” เหล่านี้ก็ล้วนแต่มีมุมมองที่เริ่มแตกต่างออกไปในแต่ละยุคสมัยเองด้วยเช่นกัน

หากคุณกำลังมองหาคอนเทนท์ที่ไม่ยาวจนเกินไป ดูแล้วบันเทิงได้ความรู้เชิงไวยากรณ์ศาสตร์และประวัติศาสตร์อเมริกาไปพร้อมกัน History Of Swear Word คือคอนเทนท์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง